|
คนเราจะเศร้า จะเก็บกด
เก็บตัวอะไรได้ถึงขนาดนี้ เป็นสิ่งแปลกที่ฉันไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคนที่ทำงานร่วมกัน
จารุณี ปรียานุช และฉัน ได้แสดงละครโทรทัศน์ด้วยกันทางช่อง 7 สี เรื่อง
"คือหัตถาครองพิภพ" ฉันรู้จักปรียานุช
มาเกือบสิบปีแล้ว นับแต่แสดงละครเมียหลวงด้วยกัน นุชเป็นคนสม่ำเสมอตลอดเวลาที่รู้จักกัน
ติดต่อกันไม่เคยขาดระยะ แต่ไม่เคยรู้จักคบคุ้นกับจารุณี ครั้งหนึ่งนักแสดงอาวุโสท่านหนึ่งมาบอกฉันว่าไปเตือนจารุณีหน่อย
เขาอารมณ์รุนแรงมาก ฉันจะไปเตือนได้อย่างไร ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย
มาได้พูดกันครั้งแรกที่สนามบินดอนเมือง เมื่อหลายปีมาแล้ว จารุณีกำลังจะเดินทางไปร้องเพลงต่างจังหวัด
จำได้ว่าวันนั้นฉันยืนรอ เช็คตั๋วอยู่ จารุณีหันมาไหว้อย่างนอบน้อม
ฉันยังจำคำของนักแสดงอาวุโสท่านนั้นได้ แต่ฉันพูดไปเพียงว่า ดีใจที่เปิ้ลมาเป็นนักร้องของค่ายดัง
ๆ ตั้งใจทำงานนะหลายคนพอถึงจุดหักเหของชีวิตแล้วก็ไปเลย เมื่อมีโอกาส
ทำให้เต็มที่ ขอให้โชคดี นั่นก็เป็นครั้งเดียวที่ได้พูดกัน
มาเมื่อได้ร่วมแสดงละครด้วยกัน
ฉันต้องแสดงกับจารุณีแทบทุกฉาก พอหมดฉาก เขาก็จะหายวับไปทันที แรก
ๆ ก็ยังไม่ได้สนใจ เพราะมักจะมีเรื่องพูดคุยกับปรียานุชมากมาย แต่พอทุกครั้งทุกวัน
ฉันอารมณ์เร็วกว่าปรียานุช ชักจะอึดอัดเพราะการแสดงต่อเนื่อง ต้องอ่านบทต้องท่องบทด้วยกัน
ฉันก็เลยต้องท่องกับลมกับแล้ง ในที่สุดก็รู้ว่าจารุณีเข้าไปนั่งอยู่ในรถ
ฉันบอกกับนุชว่า สงสัยจารุณีเขาจะชอบควันรถนะ ติดกลิ่นควัน เผลอละก็เป็นไม่ได้
กลับเข้ารถไปทันที ยิ่งแสดงมากเข้า ละครก็ยิ่งเข้มข้น ฉันก็ยิ่งรำคาญใจ
จะดูบทจะต่อบทก็เหลือฉันอยู่ในฉากคนเดียว
วันหนึ่งความอดทนถึงที่สุด
กับบรรยากาศเงียบ อารมณ์แห้งของจารุณี ฉันถามเขาว่าอะไรนักหนา ไปขลุกอยู่แต่ในรถขณะพักเปลี่ยนฉาก
แทนที่จะได้มาดูบทท่องบทกัน จารุณีเงียบ คงไม่มีใครเคยไปยุ่งไปวุ่นวายกับเขา
ฉันบอกกับเขาว่าทำงานร่วมกันมันต้องสร้างอารมณ์หน่อย ตัวละครในเรื่องสองตัว
ทั้งคุณหญิงศรีและแม่เมี้ยน แทบจะเกาะเท้ากันทุกฉากอยู่แล้ว แล้วนี่อะไรกันเปลี่ยนฉากทีหายไปที
จารุณีบอกว่าเขาท่องบทอยู่ในรถ ฉันบอกเขาว่าการท่องบทต้องพูดด้วยกัน
ไม่ใช่ไปพูดอยู่หลังพวงมาลัยรถคนเดียว ได้ผลนิดหน่อย จารุณีไปอยู่ในรถน้อยลง
พอถึงเวลาทานข้าว
นุชจะเป็นคนจัดการ เราจะทานพร้อม ๆ กัน จารุณีไม่ทานกับเรา ทั้ง ๆ
ที่เราเรียกเขาทุกครั้ง นุชบอกว่า นุชไม่เอาแล้ว นุชไม่อดทน เรียกครั้งสองครั้งพอ
พี่จิ๊จะอดทนก็คนเดียวเถอะ วันหนึ่งได้โอกาสจัง ๆ ฉันบอกจารุณีว่า
นี่ขอพูดอะไรหน่อยเถอะ เราสามคนเล่นละครกัน ทั้งสามคนในเรื่องต้องสานกันตลอด
เราสองคนก็พยายามจะเป็นเพื่อนด้วย ทำไมแยกตัวตลอดเวลา มันทำให้บรรยากาศในการทำงานอึดอัดรู้ไหม
ทำตัวให้ง่าย ๆ สบาย ๆ สิ อย่าเครียด เริ่มได้พูดแล้ว ฉันก็เลยสาธยายความเสียยาวทั้งเรื่องงาน
เรื่องการทำตัวไม่ให้คนรอบข้างอึดอัด เพราะฉันไม่เคยทำงานแล้วเจอคนที่ทำงานด้วยแล้วอึดอัดอย่างนี้
มันเก็บมาเป็นเดือน ฉันเลยพูดอยู่คนเดียวเสียยาว ลืมฟังเสียงตอบจากจารุณี
เพราะเขาเงียบไม่พูดสักคำ ฉันบอกเขาว่า มันจะอะไรกันนักหนา ทำตัวขม
ๆ ขื่น ๆ ทั้งในละครทั้งในชีวิตจริง คนอื่นเขาแย่กว่าเรามีเยอะแยะ
นี่งานก็มีทำ บ้านก็มีอยู่ รถก็มีขับ เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ
หรือก็คนรู้จักทั่วประเทศ แล้วจะยังไงอีก ทำตัวง่าย ๆ สบาย ๆ สร้างความสดชื่นในการทำงานหน่อย
ฉันพูดคนเดียวเหมือนทำนบพัง แต่พอจารุณีเริ่มพูด ซึ่งเป็นการพูดที่คงจะยาวที่สุดในการทำงานร่วมกันเป็นเดือน
ฉันก็เป็นฝ่ายเงียบบ้าง และเครียดแทน
แต่จากวันนั้น ฉันก็เอาเขาออกมาจากรถได้สำเร็จ
ฉันอยากให้เขามีเพื่อน ให้เขามีความวางใจ ไม่หวาดระแวง ว่าเหตุการณ์ต่าง
ๆ หรือผู้คนต่าง ๆ จะเหมือนเหตุการณ์เหมือนผู้คนที่เขาผ่านมา ชีวิตเขาหนักหนาสาหัสสากรรจ์
จากเรื่องราวที่เขาได้ถ่ายทอดให้ฟัง ฉันไม่ได้ติดตามข่าวคราวในวงการบันเทิง
จึงไม่ค่อยรู้เรื่องต่าง ๆ มากนัก ที่รู้ก็เพียงเรื่องอุบัติเหตุใหญ่
ๆ ในชีวิตสองครั้ง และปัญหาสุขภาพ เมื่อจารุณีไว้วางใจฉันในระดับหนึ่ง
เขาก็เริ่มเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็ก การเข้าสู่วงการบันเทิง
การทำงานการดำเนินชีวิต แทบทุกเรื่องมันน่าตื่นเต้นตกใจ เมื่อฉันมานึกเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองที่เรียบ
ๆ ง่าย ๆ แล้วก็เลยรู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา ฉันรู้สึกและสัมผัสได้ว่า
จารุณีเป็นคนหัวใจพร่อง และคงจะเติมให้เต็มได้...ไม่ง่ายนัก
สิ่งแรกที่ฉันมองเห็นคือความว้าเหว่ในใจ
ที่ปกปิดด้วยบุคลิกที่เข้มแข็งในภาพที่ใคร ๆ ชินตา ฉันว่าเขาขาดความอบอุ่นอย่างมาก
เบื้องต้นจากครอบครัว เราเคยได้ข่าวกันแต่เรื่องแม่ ไม่รู้เรื่องพ่อ
ฉันเลยถามเขาว่าคุณพ่อเป็นใคร จารุณีหยุดนิ่งแล้วหันมาสบตา พูดเรียบ
ๆ ว่า พรุ่งนี้จะเอารูปมาให้พี่ดู และนี่คือต้นเหตุของการ ตามหาพ่อ...ให้เพื่อน
วันรุ่งขึ้น ฉันก็ได้เห็นรูปชายฝรั่งหน้าตาดี
จารุณีมีเค้าหน้าตาอย่างนั้น รูปใบเดียวที่มีเพียงชื่อ นามสกุลเท่านั้น
ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหา ฉันตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้
เพื่อเติมชีวิตบางส่วนให้เขาบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี จารุณีอัดรูปที่มีอยู่มาให้ฉันหนึ่งรูป
ฉันมองรูปนั้นแล้วพูดอยู่ในใจว่า ขอให้ฉันหาคุณให้พบเถอะนะ ลูกคุณลำบากมากมาชั่วชีวิตแล้ว
ให้เขาได้พบคุณ ให้เขาได้มีความอบอุ่นใจเหมือนคนอื่นที่มีครบพ่อแม่
ฉันบอกจารุณีให้ไปถามแม่เกี่ยวกับรายละเอียดของพ่อให้มากที่สุด เราจะได้ช่วยกันค้นหาพ่อให้พบ
คำตอบที่ได้จากแม่น้อยมาก รู้เพียงว่าพ่อทำงานที่แอร์ฟรานซ์ ฉันจึงได้คำตอบข้อแรกคือ
พ่อคงเป็นชาวฝรั่งเศส แม่เล่าให้จารุณีฟังว่าพ่อใส่เครื่องแบบและเสื้อนอกที่แม่หยิบให้ทุกเช้า
แต่ทำงานหน้าที่อะไร ตำแหน่งอะไรไม่รู้ทั้งสิ้น พ่อจากเมืองไทยไปเมื่อแม่ตั้งท้อง
โดยไม่บอกให้พ่อรู้ กลัวว่าถ้ารู้ พ่อจะมาเอาลูกไปจากแม่
ปีนั้น พ.ศ. 2505
ปีที่พ่อจากไป จารุณีเกิด คำนวณอายุดูจากที่แม่เล่า มาถึงปีนี้พ่อคงอายุเจ็ดสิบกว่าปี
เพราะฉะนั้นในการตามหาพ่อทุก ๆ วันมีความหมายมากทีเดียว ฉันขอให้คุณยังมีชีวิตอยู่เถอะ
ในใจฉันคิดว่าคงยังอยู่ เพราะฝรั่งมักจะมีอายุยืน ฉันคุยกับจารุณีว่า
เราอย่าหวังสูงในการตามหาพ่อ แค่รู้ว่าเขามีตัวตน เราก็คงจะพอใจแล้ว
ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องถือว่าโชคดี และถ้าเราได้พบ และเขารับว่าเราเป็นลูก
คือโชคดีที่สุด เราจะแบ่งใจไว้เป็นส่วน ๆ เผื่อเนื้อที่ไว้สำหรับความผิดหวังบ้าง
เมื่อต้องผิดหวังจะได้ไม่รู้สึกรุนแรงนัก หลายครั้งในชีวิตคนเราที่ไม่เคยคิดเรื่องผิดหวังเลย
มาพบเข้าบางครั้งแทบเป็นแทบตาย
ฉันเริ่มต้นการค้นหาพ่อให้จารุณีโดยมุ่งจุดหมายไปที่แอร์ฟรานซ์
ตั้ง 35 ปีแล้วที่พ่อจากเมืองไทย คนที่ทำงานแอร์ฟรานซ์ตอนนั้นคงจะไม่อยู่ทำงานมานานถึงตอนนี้
แต่เราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด หลังจากสืบเสาะก็ได้ชื่อนามสกุลผู้จัดการฝ่ายบุคคล
คุณชองตัล ลุลิตานนท์ ฉันตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะรวบรวมสติพูดดี ๆ
เล่าสาเหตุของการตามหาพนักงานต่างชาติที่จากเมืองไทยไปนานแล้ว
19
กุมภาพันธ์ 2539
ฉันโทรไปที่แอร์ฟรานซ์ตอนเช้า ขอพูดกับคุณชองตัล คุณชองตัลรับสายพอดี
บอกว่ากำลังพูด ฉันรวบรวมสติรีบบอกว่าฉันเป็นใคร และที่โทฯมาคืออยากจะช่วยตามหาพ่อให้เพื่อน
ต่างคนต่างเงียบไป ฉันรีบบอกให้ทราบต่อว่า...จารุณี สุขสวัสดิ์ ฉันกลัวมากว่าคุณชองตัลจะวางหูไม่ฟังต่อ
รีบบอกข้อมูลต่าง ๆ ที่ทราบ และสะกดชื่อที่จดไว้กับตัวตามที่ได้จากจารุณีให้คุณชองตัลฟัง
ฟังฉันอยู่นาน คุณชองตัลจึงตอบว่าแล้วจะลองค้นดูให้ คุณชองตัลเองก็คงยังงง
ๆ กับเรื่องที่ได้ยิน ถึงอย่างไร ฉันก็มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม จุดเริ่มแรกของการสนทนา
ทำให้ฉันได้รู้สึกอุ่นใจที่คุณชองตัลรับฟังเรื่องราว แม้จะช่วยได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้
แต่การมีเมตตารับฟังความเดือดร้อนของผู้อื่น ฉันคิดว่าผู้นั้นได้ทำหน้าที่ของเพื่อนมนุษย์ที่ดีแล้ว
อีกความรู้สึกหนึ่ง ฉันมั่นใจเต็มที่ว่าคุณชองตัลต้องช่วย เรื่องลูกตามหาพ่อเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ
และสำหรับจารุณีแล้ว เรื่องราวชีวิตของเขาที่ผู้ดูได้รับรู้จากสื่อต่าง
ๆ คงจะมีคนส่วนหนึ่งเมตตา ฉันหวังไว้เช่นนั้น ฉันรีบติดต่อบอกจารุณีว่าการตามหาพ่อได้เริ่มต้นแล้วนะ
เราจะมีความหวังและพยายามให้ถึงที่สุด
แล้วการรอคอยด้วยความหวังก็ทำให้ชีวิตมีความหมาย
ฉันให้เบอร์เพจเจอร์คุณชองตัลไป เพื่อให้เรียกตัวได้ทุกเวลา และบ่ายวันนั้นเอง
ฉันอยู่ที่ดอนเมืองกำลังจะเดินทางไปทำงานที่ภาคใต้ เพจเจอร์ก็ขึ้นเบอร์คุณชองตัล
ฉันรีบติดต่อกลับด้วยความลิงโลด ถึงอย่างไรก็ต้องมีข่าวคืบหน้า Mr.
Desneiges ยังมีชีวิตอยู่ ฉันตัวชาทันทีที่ได้ทราบข่าว ที่สวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงจะได้ผล
จากรูปใบเดียวที่มีแต่ชื่อ เราพบตัวตนจริง ๆ แล้ว ฉันดีใจแทนจารุณีเป็นอย่างมาก
รีบติดต่อบอกเขาทันที จารุณีดีใจเหลือเกินที่สิ่งที่รอคอยชั่วชีวิตได้รับคำตอบแล้วในวันนี้
Mr.Desneiges อยู่เมืองไทยในปี พ.ศ. 2504-2505 ทำงานแผนกโภชนาการของแอร์ฟรานซ์
ที่ทำงานอยู่ดอนเมือง เราจะรอช้าไม่ได้ จึงปรึกษากับจารุณีว่า น่าจะได้เขียนจดหมายถึงพ่อ
เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อฟัง เพื่อให้เขารู้ว่ามีลูกอยู่เมืองไทย
จารุณีเขียนจดหมายภาษาไทยหนึ่งฉบับ
|